ทัศนะวิจารณ์

จับกระแส
16 กันยายน พ.ศ. 2551 05:00:00
"เลแมน"ล่มสลาย ภัยร้ายกำลังมาเยือน

สุทธิพันธ์ ภู่ระหงษ์

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันพรุ่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งคงหนีไม่พ้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนี้ไป แม้จะมีเสียงต้านจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยอ้างว่า เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็ตาม

แต่หลายๆ คนก็หวังว่า ความรุนแรงทางการเมือง น่าจะลดดีกรีลงมา อานิสงส์จะส่งถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามานานคงจะดีขึ้น ประชาชนมีความมั่นใจต่อการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เม็ดเงิน 1 บาท ที่ออกจากกระเป๋ามาใช้จ่าย ตามหลักทวีคูณแล้ว จะหมุนไปได้ 12 รอบ ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจกลุ่มต่างๆ เดินหน้าต่อไป หลังจากที่สะดุดหยุดพักเครื่องมานาน

มองมาที่ตลาดหุ้นบ้านเรา นอกจากจะขึ้นและลงตามอุณหภูมิทางการเมืองแล้ว ยังขึ้นและลงตามอารมณ์ของนักลงทุนด้วย โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ที่หากนับตั้งแต่ต้นปี ได้ขายหุ้นไทยออกไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขายในระยะเวลาอันใกล้

ปัญหาของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเรานั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของการเมืองภายในแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่ซวนเซมานานนับปี เพราะพิษสงจากซับไพร์ม ยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวในเร็วๆ นี้ ยังเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้ต่างชาติพากันเทขายหุ้นในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย เพื่อไปอุดตัวเลขสีแดงในบัญชีบ้านเกิดด้วย

กรณีล่าสุด บริษัทเลแมน บราเดอร์ส วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของโลก ที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการลงทุนในซับไพร์ม ซึ่งถึงวันนี้ ยังหาเจ้าของใหม่ไม่ได้ และต้องล้มละลายในที่สุดนั้น เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า วิกฤติซับไพร์มในตลาดสหรัฐอเมริกา รุนแรงกว่าปัญหาการเมืองในบ้านเราหลายเท่านัก และเป็นสัญญาณเตือนภัยต่อเศรษฐกิจโลกที่จะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

ปฏิกิริยาของธนาคารทั่วโลกหลังการล้มละลายของ เลแมน บราเดอร์ส คือ ธนาคาร 10 แห่งทั่วโลก ลงขันรายละ 7,000 ล้านดอลลาร์ รวม 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนกู้ยืมให้แก่สถาบันการเงิน และกองทุนต่างๆ ทั่วโลก ที่อาจจะประสบปัญหาสภาพคล่องฉุกเฉิน จากวิกฤติซับไพร์ม บ่งชี้ให้เห็นว่า องค์กรชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก ยังไม่วางใจต่อปัญหาซับไพร์ม

หากจำกันได้เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ของนายเบน เบอร์นันเก้ ได้ผนึกกับธนาคารกลางพันธมิตรชาติใหญ่ โดยเฉพาะยุโรป ได้อัดฉีดเม็ดเงินใหม่นับแสนล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธนาคารของประเทศตัวเองมาแล้ว แต่ก็ทำได้แค่เพียงบรรเทาปัญหาเท่านั้น

เมื่อตลาดหุ้นถูกปัจจัยลบกดดันรอบด้าน นักวิเคราะห์ประเมินโอกาสดัชนีหุ้นในปีนี้ จะกลับมาวิ่งเล่นเหนือแนวเส้น 700 จุด ค่อนข้างยากเต็มที มีแต่จะเร่งเวลาปีนี้ให้หมดไปเร็วๆ และไปเริ่มใหม่กันปีหน้า

ปัญหาของไทยในตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเท่านั้น เรายังมีปัญหาเศรษฐกิจ ที่จะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ารออยู่ตรงหน้า และหวังว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเอาจริงเอาจัง หามาตรการรับมือกับภัยทางเศรษฐกิจ ที่กำลังจะมาเยือนได้อย่างทันท่วงทีและเท่าทัน แม้หลายกระแสบอกว่า ครม.สมชาย 1 จะเป็นแค่ ครม.เฉพาะกิจ ที่เข้ามาเพื่อปูทางไปสู่การยุบสภาภายใน 3 -6 เดือนข้างหน้าก็ตาม

 โพสโดย นายโสภณ  ศิริมงคลรัตน์  ID 5131601563 Section 02 School of Law

 Credited by http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/16/news_294588.php

edit @ 16 Sep 2008 21:45:24 by CarBomb

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดย เร็ว ก็ จะทำให้ ประเทศพัฒนาขึ้น เศรษฐกิจอาจจะหมุนไปได้ดีกว่าในนตอนนี้ที่ มีเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ การท่องเที่ยว การลงทุน ขาดหายไป บ้าง เศรษฐกิจ ในวันข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ หากว่ามีสถานการณ์ใน บทความข้างต้น คง ต้องมีผลกระทบมาถึงประเทศไทยบ้าง

นายโสภณ ศิริมงคลรัตน์ 5131601563 Section 02 School of Law

#1 By CarBomb on 2008-09-16 21:52

แต่ผมเกรงว่า เมื่อปลาใหญ่ไหว ไม่ใช่สิ ดิ้น ขนาดนี้ ปลาเล็กอย่างพวกเราต้องได้รับกระทบตามๆกันอย่างแน่นอน นักลงทุนชาวต่างชาติ จะทุ่มเงินลงทุนไปประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ท่านว่าเงินอยู่ ณ ประเทศใด จะสร้างความเสียหาย ณ ประเทศ

ถ้าชาวต่างชาติได้ทุนเพิยงพอแล้ว เขาจะนำเงินนี้ ไปอุดช่องโหว่ ประเทศบ้านเขาอย่างแน่นอน

#2 By kid 5131601480 www.marginal-people.th.gs (202.28.47.15) on 2008-09-17 08:29

ถ้าคนไทยช่วยกันแ้ก้ปัญหา
บ้านเมืองคงจะดีขึ้น
และเศรษฐกิจก็คงจะดีขึ้น

#3 By 4931203212 (58.147.44.46) on 2008-09-18 22:39